แพล็ตฟอร์มใหม่ของโลก ส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ

แชร์

ชุมชนออนไลน์แห่งแรกของโลกซึ่งเป็นเมืองอัจฉริยะของโลกได้เปิดตัวเมื่อวันจันทร์ที่ 18 มกราคม 2559 โดยชุมชนใหม่นี้มีเป้าหมายว่าภายในปี 2050 ประชากรของโลกจำนวน 66 % จะอาศัยอยู่ในบริเวณที่เป็นเมืองซึ่งต้องมีแหล่งทรัพยากรพื้นฐานเช่น อาหารที่ปลอดภัย น้ำสะอาด และพลังงานที่เพียงพอ ในขณะเดียวกัน ก็ต้องมั่นใจในความยั่งยืนด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นความท้าทายที่สำคัญของเมืองอัจฉริยะ เมืองจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานรวมไปถึงการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่

การปรับปรุงประสิทธิภาพหลักสามารถทำได้ด้วยการเชื่อมต่อระบบส่วนบุคคล เช่น พลังงาน น้ำ การสุขาภิบาลและการจัดการของเสีย การขนส่ง ความปลอดภัย การติดตามข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมหรือข้อมูลข่าวสารด้านสภาพอากาศ

อย่างไรก็ตาม ระบบมากมายที่ใช้กันอยู่ในเมืองทุกวันนี้มีต้นกำเนิดมาจากแหล่งที่แตกต่างกันและได้รับการดูแลรักษาโดยหน่วยงานหลายหน่วยงาน บางครั้งก็ทำงานอยู่ในที่ห่างไกลออกไป ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการเชื่อมต่อถึงกันทั้งทางกายภาพและเสมือนจริง และมีการทำงานที่อินเตอร์เฟสกันอย่างมีมาตรฐาน

การเปิดตัวชุมชนออนไลน์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการนำไปสู่การประชุมเรื่องเมืองอัจฉริยะของโลกเป็นครั้งแรก ซึ่งจะจัดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่าง 3 องค์กร ได้แก่ คณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่ามาตรฐานสาขาอิเล็กทรอเทคนิกส์ (IEC) องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (ISO) และสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2559 ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งใช้สถานที่จัดงานร่วมกับงานประชุมสุดยอดเมืองของโลก (World Cities Summit) และงานสัปดาห์น้ำสากลแห่งสิงคโปร์ (Singapore International Water Week)

ฟรานส์ เลขาธิการและซีอีโอของ IEC กล่าวว่าโลกเป็นระบบขนาดยักษ์ประกอบด้วยระบบย่อยที่นับไม่ถ้วน ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับไฟฟ้าและฮาร์ดแวร์ที่จะใช้ขับเคลื่อนผู้คนและสิ่งของ รวบรวมข้อมูลและแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน จนถึงทุกวันนี้ การทำงานของ IEC มีผลกระทบต่อสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้น และมีผลกระทบมากกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต องค์กรต่างๆ จึงจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อช่วยให้เมืองมีความเป็นอัจฉริยะมากขึ้น มีการผสมผสนาเทคโนโลยีซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความเป็นหุ้นส่วนและพันธมิตรเพื่อเกื้อกูลกัน สิ่งนี้นี่เองเป็นสิ่งที่ชุมชนออนไลน์ต้องการให้ประสบความสำเร็จ

เควิน แม็คคินลีย์ รักษาการเลขาธิการของไอเอสโอกล่าวว่าเมืองอัจฉริยะนั้นมีความสมเหตุสมผล เป็นต้นว่าเมืองอัจฉริยะจะมีขยะน้อยกว่า สามารถทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมั่นใจได้ว่าลูกหลานจะมีอนาคตที่สดใสกว่า แต่เมืองก็ยังคงเผชิญหน้ากับความท้าทายหลายประการสำหรับการเรียกร้องให้มีการปรับปรุงให้ดีขึ้น ซึ่งมาตรฐานไอเอสโอเป็นมาตรฐานที่ช่วยให้เมืองมีตัวชี้วัดและปรับปรุงสมรรถนะให้ดีขึ้น เช่น มาตรฐานสำหรับตัวชี้วัดของเมือง ชุมชนที่ยังยืนและโครงสร้างพื้นฐานของเมือง มาตรฐานเหล่านี้ให้วิธีปฏิบัติที่ดี (best practice) และแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เป็นไปในแนวทางเดียวกันซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ทุกหนทุกแห่งและยอมให้ผู้วางผังเมืองและผู้ที่มีหน้าที่ตัดสินใจสร้างประโยชน์ให้กิดขึ้นจากการที่มีความเชี่ยวชาญในระดับโลก

ลี ผู้อำนวยการของสำนักงานมาตรฐานโทรคมนาคมของ ITU กล่าวว่าข้อมูลและโครงสร้างเทคโนโลยีการสื่อสารของเมืองอัจฉริยะควรทำให้มั่นใจได้ว่าเป็นระบบเปิด และสามารถทำงานร่วมกันได้ซึ่งจะบรรลุวัตถุประสงค์ได้ด้วยความร่วมมืออันแน่นแฟ้นในเรื่องมาตรฐานที่ต้องมีร่วมกัน เมืองอัจฉริยะจะมีการจ้างงานด้านเทคโนโลยีอย่างมหาศาลโดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ Internet of Things (IoT) และมาตรฐานจะช่วยให้มีข้อมูล IoT และ การนำไปใช้ที่มีการผสมผสานกนเป็นอย่างดี ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดการรวมตัวกันของระบบย่อยของเมืองได้อย่างมีประสิทธิผล

สำหรับชุมชนออนไลน์จะมีการรวบรวมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของเมืองที่เกี่ยวข้องในระดับโลกเข้าด้วยกันและสร้างการมีส่วนร่วมผ่านการพูดคุยและอภิปรายที่เพิ่มคุณค่าและเครือข่ายระดับสูง ชุมชนออนไลน์นี้จะช่วยให้การพัฒนาเมืองอัจฉริยะในบางเรื่อง เช่น อุปกรณ์โมบาย น้ำ พลังงาน ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัว

ที่มา:

1.    http://www.iso.org/iso/home/news_index/news_archive/news.htm?refid=Ref2042

2.    http://www.worldsmartcity.org/

 1,081 ผู้เข้าชมทั้งหมด


แชร์