กรรมาธิการยุโรปด้านความร่วมมือระหว่างประเทศและการพัฒนา และ กรรมาธิการยุโรปด้านการจ้างงาน กิจการด้านสังคม ทักษะ และการเคลื่อนย้ายแรงงาน ประกาศการสนับสนุนของอียูต่อกองทุน Vision Zero Fund เพื่อสนับสนุนการทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคสังคม และองค์กร NGOs ในประเทศที่มีรายได้ต่ำ (low income countries) เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตสินค้าหลักของโลก โดยกองทุนมีจุดประสงค์หลักเพื่อลดและป้องกันความเสี่ยงในสถานประกอบการ ปรับปรุงการตรวจสอบสภาพแรงงาน (Labor Inspections) สนับสนุนการผลิตที่เป็นธรรม และช่วยเหลือให้คนงานมีสิทธิ์เรียกร้องต่อนายจ้างได้ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมาตรการความปลอดภัยของสถานที่ทำงาน และลดความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัยเพื่อแรงงานกว่า 100 ล้านคนในห่วงโซ่อุปทาน
คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นว่า ห่วงโซ่อุปทานการผลิตเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมการเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจทั่วโลก แต่แรงงานในห่วงโซ่อุปทานการผลิตสินค้าต้องประสบกับปัญหาสภาพแวดล้อมการทำ งานที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและแรงงานที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ และสิทธิแรงงานที่จะต้องมีการส่งเสริมให้มากขึ้น ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีแรงงานทั่วโลกจำนวนประมาณ 2.3 ล้านคนที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในสถานที่ทำงาน หรือจากโรคภัยในทุกๆ ปี หรือโดยเฉลี่ย 6,300 คนต่อวัน
คณะกรรมาธิการยุโรปจึงจะสมทบกองทุนเป็นจำนวนเงิน 3 ล้านยูโร เพื่อสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุในสถานที่ทำงาน ส่งเสริมสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐาน และส่งเสริมการแข่งขันที่เท่าเทียมกันของภาคเอกชนที่จะต้องควบคุมมาตรฐาน ความปลอดภัยและสุขลักษณะในสถานที่ทำงาน โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการป้องกันอันตรายและลดความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เป็น ผลมาจากความไม่ปลอดภัยของสถานที่ทำงานในยุโรป และทั่วโลก
ยังมีการคาดการณ์ต่อว่าจะมีการประกาศเห็นชอบแถลงการณ์ร่วม (Joint Communiqué) โดยใช้ชื่อว่า Action for Fair Production ในการประชุม G7 ว่าด้วยการจ้างงานและการพัฒนาในระดับรัฐมนตรี ซึ่งแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวจะประกอบด้วยข้อปฏิบัติ 6 ข้อในการส่งเสริมสิทธิแรงงาน เงื่อนไขการทำงานที่มีคุณค่า (decent work) และการรักษาทรัพยากรธรรมชาติในห่วงโซ่อุปทาน
กองทุน Vision Zero Fund ก่อตั้งขึ้นมาจากการประชุม G7 ที่เมือง Elmau ประเทศเยอรมนี ในเดือนมิถุนายน 2558 เพื่อส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานของการผลิตที่ยั่งยืนมากขึ้น โดยได้รับเงินงบประมาณสนับสนุนทั้งจากภาครัฐและเอกชน โดยมีองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labor Organization; ILO) เป็นผู้บริหารจัดการ โครงการแรกจะเริ่มขึ้นในปี 2559 โดยมุ่งเน้นที่อุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูปในบางประเทศก่อน
อียูมีความประสงค์ที่จะให้คู่ค้าของตนปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานหลักของ องค์การ ILO และมาตรฐานสิ่งแวดล้อมโลก โดยกฎหมายของอียูนั้นตั้งอยู่บนหลักการการตรวจสอบได้ (due diligence requirements) ในห่วงโซ่อุปทานการผลิต คือ การให้ข้อมูลของผลิตภัณฑ์/สินค้า (information) การประเมินความเสี่ยง (risk assessment) และการลดความเสี่ยง (risk mitigation) โดยเฉพาะสินค้าประเภทไม้ซุงและแร่ที่อยู่ภายใต้ข้อขัดแย้ง (Conflict minerals) ที่เกิดจากการทำเหมืองโดยละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือสนับสนุนการสู้รบของกลุ่ม ต่างๆ ในพื้นที่
อียูจึงให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมกับภาคเอกชนในการจัดการห่วงโซ่อุป ทานที่มีความรับผิดชอบ ซึ่งรวมถึงการดำเนินกิจกรรมที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (Corporate Sector Responsibility) และการนำหลักปฏิบัติด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ (UN Guiding Principles on Business and Human Rights) ไปใช้ในการดำเนินธุรกิจ
หลังจากกรณีโรงงานผลิตเสื้อผ้า Rana Plaza ในบังคลาเทศถล่มเมื่อเดือนเมษายน 2556 ที่เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,200 ราย คณะกรรมาธิการยุโรป ร่วมกับองค์การ ILO หน่วยงานของบังคลาเทศ และสหรัฐฯ จึงได้ออก Sustainability Compact เมื่อเดือนกรกฎาคม 2556 เพื่อส่งเสริมสิทธิแรงงานในบังคลาเทศ สภาพการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ และการจัดการในห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น
นอกจากนี้ในเดือนพฤษภาคม 2558 อียูประกาศความร่วมมือกับพม่า เพื่อส่งเสริมสิทธิแรงงานและแนวปฏิบัติขั้นพื้นฐานในพม่า (Fundamental Labour Rights) ซึ่งดำเนินการโดยรัฐบาลพม่า สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เดนมาร์ก และองค์การ ILO ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2557 โดยเป็นความร่วมมือที่เน้นการปฏิรูปกฎหมายแรงงาน และการสร้างเสริมความเข้มแข็งของสถาบันต่างๆ
ที่มา :
– http://europa.eu/rapid/press-release_IP-15-5823_en.htm
1,192 ผู้เข้าชมทั้งหมด





