มาตรการการเก็บภาษีคาร์บอน (carbon taxes) และมาตรการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme: ETS หรือที่มักนิยมเรียกรวมกัน ว่ามาตรการราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) ถือเป็นมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญในการบรรเทา (mitigate) ปัญหาด้านก๊าซเรือนกระจก แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ถือเป็นมาตรการในการกีดกันทางการค้าที่ให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวและเร่งดำเนินการ
หลายๆ ประเทศมีการออกมาตรการเก็บภาษีคาร์บอน (carbon taxes) เช่น กลุ่มสหภาพยุโรป และประเทศแถบสแกนดิเนเวียร์ และความเคลื่อนไหว คือ สหรัฐอเมริกา และ สิงคโปร์
- สิงคโปร์ : เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2560 รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศแผนที่จะบังคับใช้กฎหมายภาษีคาร์บอน ภายในปี พ.ศ. 2562 ซึ่งจะเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ที่เก็บภาษีคาร์บอน (carbon tax) จากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) โดยตรง อัตรา 10-20 ดอลล่าร์สิงคโปร์ต่อตันคาร์บอน และจะนำเงินภาษีที่เก็บได้ตั้งเป็นกองทุนเพื่อสนับสนุนการลด GHG ของอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อให้สิงคโปร์บรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยตามความตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งสิงคโปร์ตั้งเป้าที่จะลด GHG ลง 36% จากปี 2005 ภายในปี 2030การ
เก็บภาษีคาร์บอนจะครอบคลุมผู้ผลิตที่เป็นแหล่งกำเนิด GHG โดยตรงที่ ได้แก่ โรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานปิโตรเคมี และการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ที่ปล่อย GHG เกิน 25,000 ตัน/ปี
- สหรัฐอเมริกา : เมื่อเดือนพฤษภาคม 2560 กลุ่ม Climate Leadership Coalition ได้ร่วมกันเสนอแนวคิดให้สหรัฐฯเก็บภาษีคาร์บอน (carbon tax)
- เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ (CO2) -ให้เก็บภาษีคาร์บอนจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในอัตรา 40 ดอลล่าร์/ตันคาร์บอน และจะเพิ่มอัตราภาษีไปเรื่อยๆ โดยคาดว่าในปีแรกจะเก็บภาษีได้ราว 194,000 ล้านดอลล่าร์ และเพิ่มเป็น 250,000 ล้านดอลล่าร์ในอีก 10 ปีข้างหน้า
- เพื่อประโยชน์ของคนจนและคนชั้นกลาง –ให้นำภาษีคาร์บอนที่เก็บได้ทั้งหมดมาจ่ายคืนแก่คนจนและคนชั้นกลางในรูปของคูปองเป็นรายไตรมาส
- เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน – ให้มีระบบ Border Carbon Adjustment (BCA) โดยหากเป็นสินค้าที่มาจากประเทศที่ไม่มีนโยบายหรือมาตรการในการลดก๊าซเรือนกระจกที่เทียบกับสหรัฐฯ ก็ให้เก็บภาษีตามปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยจากการผลิตสินค้านั้น และหากสหรัฐฯมีการส่งออกไปยังประเทศนั้นผู้ผลิตและส่งออกก็จะได้รับการคืนภาษีคาร์บอนที่เก็บไปแล้ว
ทั้งนี้ ออสเตรเลีย ถือเป็นประเทศแรกที่ยกเลิกมาตรการภาษีคาร์บอน หลังจาการประกาศเมื่อปี 2555 และยกเลิกไปเมื่อปี 2557 เนื่องจากมีกลุ่มผู้คัดค้านโดยเห็นว่าบังคับใช้ไม่ได้ผลและทำให้ค่าพลังงานสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น และทำให้ผู้บริโภคต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากต้นทุนของผู้ประกอบการ ซึ่งออสเตรเลียคาดหวังว่าการยกเลิกภาษีคาร์บอนจะทำให้จะครัวเรือนประหยัดรายจ่าย และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ระบุว่า ภาคการผลิตไฟฟ้าของประเทศออสเตรเลียปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5 นับตั้งแต่รัฐบาลประกาศยกเลิกภาษีคาร์บอนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 โดยสัดส่วนการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก คิดเป็นร้อยละ 76.1 ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด เทียบกับช่วง 12 เดือนก่อนการประกาศยกเลิกการจัดเก็บภาษีคาร์บอนจากโรงไฟฟ้า ซึ่งการใช้ถ่านหินคิดเป็นร้อยละ 72.3 เท่านั้น
แม้ว่าในปัจจุบันแม้ประเทศไทยยังไม่มีมาตรการจัดเก็บภาษีคาร์บอนโดยเฉพาะเจาะจง แต่ก็มีหน่วยงานที่มี ภารกิจเกี่ยวกับการดูแลและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมหลายหน่วยงานที่ทำหน้าที่ควบคุมมาตรฐานการปล่อยมลพิษได้มีหน้าที่หลักในการควบคุมมลพิษในแต่ละประเภทอยู่แล้ว รวมถึงนโยบายและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมีการส่งเสริมและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แต่สำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีธุรกิจในต่างประเทศหรือมีการค้าขายกับผู้ค้าต่างประเทศ ที่มีการกำหนดมาตรการด้านภาษีคาร์บอนอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว ซึ่งอาจทำให้ต้องมีการปรับตัวเพื่อลดหรือควบคุมปริมาณการปล่อยคาร์บอนจากกระบวนการผลิตและกระบวนการทางธุรกิจ ต้นทุนเพิ่มมากขึ้น และมีผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน
ที่มา:
- http://www.cp-enews.com/news/details/cpworld/1426
- http://www.seub.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=2137:seubnews&catid=5:2009-10-07-10-58-20&Itemid=14
- https://progreencenter.org/2017/02/02/carbon-pricing-and-competitiveness/
- http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9570000080567
- http://citc.in.th/index.php/TH/knowledge-center-3/2015-05-29-03-04-03/528-co2-emissions-from-australia-s-electricity-sector
1,928 ผู้เข้าชมทั้งหมด





